Jabra Elite เจเนอเรชั่นนี้แตกต่างกันตรงไหน ? ไปดูกัน !!

Jabra Elite เจเนอเรชั่นนี้แตกต่างกันตรงไหน ? ไปดูกัน !!

หน้าตาเหมือนกันขนาดนี้ ต่างกันตรงไหน?

 

นี่เป็นเรื่องที่ทุกคนต่างงงและสงสัยจริงๆครับ รวมถึงทีมงานด้วยว่า “ทำไมมันเหมือนกันขนาดนี้!!!!??” ทั้งรูปร่างหน้าตาหูฟัง ทั้งตัวเคส คือถ้าเปิดฝาเคสแล้วเทหูฟังออกมากองมั่วๆรวมกันก็แทบจะแยกไม่ออกจริงๆครับ แต่ต้องบอกว่าหน้าตาที่เหมือนกันขนาดนี้มีเหตุผลของมันอยู่ครับ และแต่ละรุ่นต่างกันอย่างไรบ้าง? ทีมงาน 425Audio จะพาไปไขความกระจ่างให้เองครับ ตัวไหนเป็นไง คุยโทรศัพท์ต่างกันแค่ไหน? โทนเสียงล่ะ? ฟังก์ชั่นล่ะ? ไปดูพร้อมๆกันเลยครับ

 


 

วัดกันปอนด์ต่อปอนด์ทีละอย่างไปเลย !!

 

สวมใส่ “เรื่องนี้บอกเลยว่าหายห่วง”

1 ในจุดแข็งของ Jabra เลยล่ะครับเรื่องการสวมใส่ที่สบาย กระชับ ใส่นานๆไม่ปวดหู รูปทรงเข้ากับหูมากๆ เหลี่ยมมุมน้อย ด้วยความที่ Jabra สแกนหูของคนมากกว่า 62,000 หู เพื่อออกมาเป็นหูฟังที่เหมาะสมกับทุกคน จึงไม่แปลกใจที่การสวมใส่ของ Jabra Elite ถึงได้ยอดเยี่ยมจริงๆครับ

“และนี่คงเป็นเหตุผล”ที่ทำไมทุกรุ่นของ Jabra Elite ในเจเนอเรชั่นนี้ ถึงหน้าตาแทบจะเหมือนกันอย่างกับแกะ มองผ่านๆยังไงก็มองไม่ออกว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นอะไร คงเป็นเพราะทาง Jabra เองมองเห็นว่า นี่คือรูปทรงที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด และสวมใส่สบายที่สุดนั่นเองครับ

มั่นใจได้แน่นอนว่ากระชับแน่นหนา ไม่มีหลุด ใส่ออกกำลังกายได้ชิลๆเลยครับ หรือถ้าต้องการใส่ออกกำลังกายแบบหนักๆ ก็มีรุ่นที่เคลื่อบวัสดุพิเศษ ShakeGrip อย่างรุ่น Elite 4 Active และ Elite 7 Active อีกด้วยครับ

“ใส่ยาวๆทั้งวันได้จริงๆครับ” จากที่ทีมงานนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ขึ้นรถ-ลงรถ โหนรถเมล์ โหนรถไฟฟ้า ใส่เดินชอปปิ้งนานๆ หรือแม้แต่ใส่นอนดูซีรี่ย์ ก็ต้องบอกว่า “ยอดเยี่ยม” จริงๆครับ หูฟังน้อยรุ่นที่จะสามารถใส่นอนโดยที่เวลาเอาหมอนมาหนุนแล้วไม่เจ็บ หรือสามารถใส่นอนตะแคงได้ในระดับนึง ต้องยอมเรื่องดีไซน์เค้าจริงๆครับ เหลี่ยมมุมแทบไม่มี แจ๋วมากๆครับ

ไมค์ “อีก 1 จุดเด่นเช่นกัน”

และแน่นอนครับเรื่องไมค์ เรื่องคุยโทรศัพท์ ก็เป็นอีก 1 จุดเด่นของ Jabra ครับ

“โดนเด่นเรื่องการจับเสียงพูดที่ฟังเป็นธรรมชาติ” มองว่านี่ถือเป็นจุดที่ Jabra ทำได้เยี่ยมครับ ไม่ว่าจะรุ่นไหนก็ตาม เรื่องเสียงพูดมีความเป็นธรรมชาติสูงครับ ใกล้เคียงเสียงพูดเวลาคุยแบบแนบหูครับ

คุณภาพเสียงไมค์ก็ไล่ตามจำนวนไมค์ในหูฟังเลยครับ Jabra Elite 2 ที่ให้ไมค์มา 2 ตัว เสียงพูดจะมีความแห้ง บางกว่ารุ่นที่เหลือครับ ในส่วนของ Elite 3 และ 4 Active ที่มีไมค์ 4 ตัว เสียงพูดที่ได้แทบจะไม่ต่างกันเลยครับ เสียงพูดชัดเจนครับ เสียงพูดฟังมีน้ำมีนวล ฟังเป็นธรรมชาติ แต่ในรุ่น Elite 7 Active และ Elite 7 Pro ที่มีไมค์มาให้ถึง 6 ตัวนั้น กลับทำได้แทบไม่ต่างกับ Elite 3 และ 4 Active ขนาดนั้นครับ เสียงพูดชัด เป็นธรรมชาติเหมือนกัน และทีมงานเทสแล้วเทสอีก ก็ได้ข้อสรุปว่า Elite 7 Active และ Elite 7 Pro คุยโทรศัพท์แทบไม่ต่างกับ Elite 3 และ Elite 4 Active เลยครับ

“จัดการเสียงรบกวนก็ดีตามสูตร…” เรื่องนี้ก็ทำได้ดีอีกเช่นกัน คาแร็คเตอร์เสียงรบกวนแทบเหมือนกันในทุกรุ่นเลยครับ จัดการเสียงรบกวนให้ถอยไปอยู่ด้านหลัง เสียงรบกวนจะกลายเป็นเหมือนเสียงคลื่น เสียง Noise อยู่ด้านหลังเสียงพูด ไม่ดังขึ้นมากลบเสียงพูดครับ ยกเว้นว่าจะเจอเสียงลั่นมากๆจริงๆ อย่างเช่น มอเตอร์ไซค์ที่เสียงท่อลั่นๆแหลมๆขับมาใกล้ๆ ถ้าเปนเสียงประมาณนี้ก็จะยังได้ยินครับ แต่ภาพรวมคือจัดการเสียงรบกวนได้เยี่ยมจริงๆครับ

“จัดว่าเป็นหูฟังคุยโทรศัพท์เยี่ยมได้เลยล่ะ!!” ใช่ครับ Jabra Elite ตั้งแต่รุ่น Elite 2 ยัน Elite 7 Pro ทำเรื่องนี้ได้ดีจริงๆครับ ถ้าจะเอาหูฟังจากตระกูลนี้เข้าไปใส่ใน “หูฟังคุยโทรศัพท์ดี” ก็ต้องบอกว่าเหมาะสมจริงๆครับ

โทนเสียง “คาร์แรคเตอร์เสียงใกล้กันพอสมควร แต่ก็แตกต่างนะ!”

คาร์แรคเตอร์ชัดเจนของ Jabra Elite ตั้งแต่ 2 ยัน 7 Pro คือ เบสเด่น แรงประทะดี กระชับเก็บตัวไว ไม่บวมไม่กินย่านอื่น ซึ่งตัวผมเองชอบเบสแบบนี้ เพราะรู้สึกมันไม่เยอะเกินไป มาเท่าที่ควรมาไม่กินย่านอื่นดีครับ และอีกจุดเด่นก็คือ เสียงร้องที่เนียน ชัด อยู่ด้านหน้า เก็บรายละเอียดดี พอโทนเสียงเด่นๆเป็นแบบนี้ ทำให้ “ฟังสนุกและฟังง่าย” มากๆครับ คือฟังแนวไหนก็สนุก โดยเฉพาะ Pop , K-Pop , J-Pop คือดีเลยครับ

“แล้วมันต่างกันขนาดไหนล่ะ ? ในแต่ละรุ่นน่ะ ?” เอาแบบคร่าวๆและเข้าใจง่ายสุดๆไปเลยนะครับ เพราะภาพรวมค่อนข้างใกล้เคียงกัน

“Jabra Elite 2 - 3” ส่วนตัวฟังแล้ว ไม่ต่างกันเลยครับ ด้วย Target ที่น่าจะเล็งไปที่ วัยรุ่น วัยเรียน นักศึกษา วัยทำงานอายุไม่เกิน 30 ในบรรดา Elite ทั้งหมด Elite 2 กับ 3 เบสจะตึ๊บสุดครับ ลูกใหญ่สุด ประทะแรงที่สุด ในบรรดา Elite ทั้งหมด และตามมาด้วยเสียงร้องที่เนียนๆ เหมาะกับการฟังเพลง Pop ที่สุดเลยล่ะครับ

“Jabra Elite 4 Active” ถอยและลดเบสลงมา แต่ให้กลางเพิ่มขึ้นมา เสียงร้องชัดขึ้น เด่นขึ้น เสียงเครื่องดนตรีในย่านกลางขึ้นมาด้านหน้ามากขึ้น ซึ่งส่วนตัวผมชอบเสียงรุ่นนี้ที่สุดครับ เพราะฟังสนุกด้วยเบสที่กระชับเก็บตัวไว แรงประทะพอดี แล้วพอให้กลางมาเยอะ ทำให้ได้ยินกีต้าร์มากขึ้น ได้ยินเครื่องดนตรีที่เล่นคอร์ดมากขึ้น ทำให้ฟังแล้วรู้สึกเพลงมีมิติที่ดีขึ้นและหนาขึ้นครับ

“Jabra Elite 7 Active และ 7 Pro” เสียงเหมือนกันเลยครับ ต่างกันนิดเดียวจนแทบแยกไม่ออก และอย่างที่บอกไว้ข้างต้นในรุ่น Elite 2 - 3 ที่คิดว่า Target เป็นวัยรุ่นใช่ไหมครับ สำหรับ 7 Active และ 7 Pro คิดว่าเค้าเล็งไปที่ “วัยทำงาน”ขึ้นไปครับ เสียงจะมีความละมุนขึ้น กลมกล่อมขึ้น ลดแรงประทะของเบสลง เพิ่มกลางกับแหลมมาให้มากขึ้น ทำให้ฟังเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีจริงๆได้ฟินมากขึ้นครับ แต่ถามว่ายังฟังสนุกไหม แน่นอนครับ! ยังไงซะคาแร็คเตอร์หลักของ Jabra ก็ยังคงอยู่ชัดเจนครับ เบสกระชับเก็บตัวไว แค่โทนเสียงถูกจูนมาให้ซอฟท์ลงเล็กน้อยครับ

อย่าลืมไปปรับ EQ ใน App Jabra Sound+ กันล่ะ!!


หลายคนอาจจะไม่ได้สนใจเรื่องนี้กันครับ แต่บอกได้เลยว่า ถือว่าเป็นตัวเปลี่ยนโทนเสียง เปลี่ยนกลิ่น เปลี่ยนรสชาติของการฟังเพลงได้ดีที่สุดเลยล่ะครับ

ทาง Jabra Elite 2 - 3 จะทำได้เพียงเลือก Preset ที่มีมาให้อยู่แล้วใน App 6 แบบครับ ซึ่งต้องบอกว่า แต่ละแบบ แตกต่างกันชัดเจน และปรับมาให้ดีกว่าที่คิดครับ สามารถเข้าไปลองปรับเลือกกันได้ตามที่ชอบได้เลยครับ หรือจะลองปรับตามแนวเพลงที่ฟังก็เยี่ยมเช่นกัน

ตั้งแต่ Elite 4 Active ไปจนถึง 7 Pro จะสามารถปรับได้ละเอียดกว่า อิสระกว่า ด้วยการปรับ EQ เองได้ถึง 5 ย่านเสียง รวมถึง Preset ที่มีให้เลือกอยู่แล้วด้วยครับ ส่วนตัวมองว่าการปรับเองได้แบบนี้เป็นข้อดีสุดๆเลยครับ เพราะบางทีเราก็เบื่อเบสเยอะๆ เบื่อแรงประทะ ฟังนานๆแล้วหูมันล้า เราก็เข้ามาลดเองซะ หรือไม่ก็ปรับย่านอื่นตามแนวที่เราฟัง วันนี้อยากได้กลาง วันนี้อยากได้แหลมเพิ่ม ก็อิสระตามใจเราได้เลยครับ ยืดหยุ่นสุดๆครับ

"ยาวเหลือเกินนนน….ขอสั้นๆได้ป่ะ !?" โอเคครับ งั้นสั้นๆไปเลย “เบสสะใจ แรงประทะดี กระชับเก็บตัวไว เสียงร้องเด่นชัด เนียน เน้นฟังสนุก ฟังง่ายได้ทุกแนว” ตามนี้เลยครับ


ANC เป็นอย่างไรบ้างล่ะ ?

ตัด Elite 2 และ 3 ไปก่อนเลยครับ เพราะไม่มีมาให้(แอบเสียดาย) ถ้าให้พูดตรงๆเลยนะครับ ANC ใน Elite 4 Active ยังทำได้ไม่ประทับใจเลยครับ ใช้งานในสถานที่เสียงรบกวนไม่ดังมากพอโอเคครับ แต่ในสถานที่เสียงรบกวนดังๆ ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ครับ จะเริ่มเห็นผลเมื่อเปิด ANC จริงๆ ก็ต้องเป็นในรุ่น Elite 7 Active และ 7 Pro เลยล่ะครับ ซึ่ง 2 ตัวนี้ เปิด-ปิด แล้วเห็นผลจริงๆเมื่อไปใช้งานจริงๆในสถานที่เสียงรบกวนดังๆ เงียบลงจริงครับ แต่ถามว่าเงียบกริ๊บบบบบบบขนาดนั้นไหม?เปิดปุ๊ปวาร์ปเลยไหม? ตอบตรงๆว่าไม่ครับ คือบรรเทาได้ในระดับนึง ใช้งานได้จริงครับ ถ้าจะหวังให้เงียบกริ๊บแบบวาร์ปเลย ยังไม่ขนาดนั้นครับ

สรุปสั้นๆ มีเพียง Elite 7 Active และ 7 Pro ที่ทำได้ดีครับและใช้งานได้ทุกที่ครับ

HearThrough แต่ล่ะรุ่นล่ะ?

ตัด Elite 2 ไปก่อนเลยครับ เพราะไม่มีมาให้ ส่วนตัว Elite 3 และ 4 Active ใกล้เคียงกันมากครับ ทั้งเสียงและความดัง ใช้งานได้จริง ได้ยินทิศทางดีเลยครับ ความดังโอเค ใช้ตอนขึ้นรถประจำทางได้ ใช้ฟังเสียงตัวเองได้ดีเลยครับ หรือใช้ตอนเดินในซอยเล็กๆเพื่อฟังเสียงรถวิ่งผ่านได้ดีครับ ในขณะที่ Elite 7 Active กับ 7 Pro จะทำได้ดีกว่าในเรื่องมิติเสียงที่สมจริงมากขึ้น ความดังเบาใกล้เคียงเสียงจริงมากขึ้นครับ ต้องยอมรับว่า HearThrough Elite 7 Active กับ 7 Pro คือเนียนและแจ๋วจริงครับ

สรุปสั้นๆ ใช้งานได้ดีและใช้งานได้จริงทุกรุ่นเลยครับ แค่ว่า Elite 7 Active กับ 7 Pro นั้นเสียงสมจริงกว่าและความดังเบาใกล้เคียงเสียงจริงมากกว่าครับ

 



ตัวสุดอย่าง 7 Active และ 7 Pro มีอะไรที่สุดกว่าบ้างล่ะ?

แบต ทั้ง 2 รุ่นนี้ให้มามากที่สุดครับ ที่ 8 ชม. รวมเคส 30 ชม.

ไมค์ ให้มาแบบแน่นๆถึง 6 ตัว แต่คุณภาพกลับไม่ได้ห่างกับ Elite 3 และ 4 Active ที่มีไมค์ 4 ตัว มากนักครับ

ANC ทำได้ดีทั้งคู่ครับ และดีกว่า Elite 4 Active อย่างเห็นได้ชัด และสามารถปรับระดับได้ด้วยครับ

HearThrough เสียงที่ดูดมาเป็นธรรมชาติ มิติเสียงดี ความดังเบาใกล้เคียงเสียงจริงมากครับ ถือว่าสมกับเป็นตัวสุดทั้งคู่ครับ

Wireless Charge มีเพียงแค่ 2 รุ่นนี้ที่รองรับการชาร์จไร้สายครับ

Multipoint Pairing และก็มีแค่เพียง 2 รุ่นนี้เช่นกันครับ ที่สามารถเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกันได้ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานมากๆครับ ต่อกับคอมพร้อมมือถือ หรือจะมือถือพร้อมแท็บเล็ตก็ได้ครับ สลับทำงานกับฟังเพลงได้แบบลื่นไหล ไม่ต้องคอยต่อใหม่ทุกครั้งที่ต้องการครับ

MultiSensor Voice ระบบนี้อยู่แค่ในรุ่นสูงสุดอย่าง Elite 7 Pro เท่านั้นครับ เป็นระบบที่จะคอยช่วยจับเสียงพูดเราให้ดีขึ้น ชัดขึ้นครับ ซึ่งพูดตามตรงครับ ทีมงานเทสแล้วเทสอีก เสียงพูดที่ได้ก็แทบไม่ต่างกับ Elite 7 Active เท่าไหร่ครับ หรือแม้แต่ Elite 3 และ Elite 4 Active ก็แทบจะไม่ต่างจริงๆครับ หวังว่าในอนาคต ทาง Jabra จะมีการอัพเดทครับ

 


 

ใครเหมาะกับรุ่นไหน? เอาแบบสั้นๆนะ!!

 

เผื่อคนขี้เกียจอ่านอะไรยาวๆ เราเข้าใจครับ T-T เราจะสรุปสั้นๆให้ครับ

Jabra Elite 2 ง่ายๆไม่ต้องการอะไรเยอะ ไม่ต้องการฟังก์ชั่นอะไรมาก งบไม่เยอะแต่ต้องการหูฟังที่คุณภาพแจ่มๆ ใช้แค่ฟังเพลงสนุกๆ ดูหนัง ดู Youtube ไม่ดีเลย์ คุยโทรศัพท์ดี ใส่สบาย

Jabra Elite 3 คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม คุณภาพเกินราคา คุยโทรศัพท์แจ๋ว ฟังเพลงสนุก ดูหนัง ดู Youtube ไม่ดีเลย์ สวมใส่สบาย ต้องการใช้ HearThrough Mode ในการใช้ชีวิตประจำวัน งบไม่เกิน 3 พัน สีสันมีให้เลือกหลายโทน

Jabra Elite 4 Active เน้นออกกำลังกายเป็นหลัก ใส่สบายกระชับไม่มีหลุด คุยโทรศัพท์แจ๋ว ฟังเพลงสนุก ดูหนัง ดู Youtube ไม่ดีเลย์ อยากได้ ANC และ HearThrough Mode ไว้ใช้ด้วย

Jabra Elite 7 Active เน้นออกกำลังกายเป็นหลัก แต่อยากไปให้สุด ใส่สบายกระชับไม่มีหลุด คุยโทรศัพท์แจ๋ว ดูหนัง ดู Youtube ไม่ดีเลย์ อยากได้ ANC และ HearThrough ที่ดีกว่า Elite 4 Active อยากได้ Wireless Charge ต้องการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน

Jabra Elite 7 Pro อยากไปให้สุดใน Jabra Elite ใช้งานในชีวิตประจำวัน สวมใส่สบาย ฟังเพลงสนุก ดูหนัง ดู Youtube ไม่ดีเลย์ คุยโทรศัพท์แจ๋ว ต้องการใช้ ANC ที่ดีกว่า Elite 4 Active และ HearThrough Mode ที่ดีกว่า Elite 3 อยากได้ Wireless Charge ต้องการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์พร้อมกัน

ตัวไหนคุ้มสุดในความเห็นส่วนตัว

 

ถ้าเอาสั้นๆง่ายๆ ตามความเห็นส่วนตัวเลยนะครับ “๋Jabra Elite 3” ครับ คุ้มจริง คุ้มยังไง? อย่างแรกคือราคาที่กำลังดีและฟังก์ชั่นที่ได้ดีเกินคาด ถามว่าคุณได้อะไรบ้างในราคาไม่เกิน 3 พัน

1.ได้หูฟังที่ใส่สบายมากๆ กระชับแน่นหนา ใส่เดิน ใส่ขึ้นรถ-ลงรถ หรือจะใส่ออกกำลังกายก็ยังได้เลยครับ

2.คุยโทรศัพท์แจ๋ว ถ้าในงบเท่านี้แล้วคุยโทรศัพท์ได้ขนาดนี้ บอกเลยว่าเจ๋งมากครับ

3.โทนเสียงที่จูนมาได้เยี่ยม ฟังสนุกและฟังง่ายครับ ฟังได้ทุกแนว จูนทุกย่านมาได้ดีครับ ไม่มีอะไรล้นเกินหรือขาดจนแห้งไปเลยครับ

4.ได้ HearThrough ที่มีคุณภาพ เสียงดูดมาให้เราฟัง ทำได้เยี่ยมครับ ความดังความเบา ความเป็นธรรมชาติ ถือว่าทำได้ดีครับ

5.แบตอึด 7 ชม. ถือว่าให้มาเยอะสะใจเลยล่ะครับ ใช้งานได้สบายๆ 2-3วันเลยด้วยซ้ำสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้หนักๆ หรือถ้าใช้งานหนัก ใส่ทั้งวัน แบตก็พอสำหรับ 1 วันพอดีเลยครับ

ในราคาที่เพิ่มมาไม่กี่ร้อยจาก Elite 2 ได้ HearThrough Mode เพิ่มขึ้นมาให้ใช้งาน ได้ไมค์คุยโทรศัพท์เพิ่มมาอีก 2 ตัว เสียงพูดเต็มกว่า ชัดและมีน้ำมีนวลกว่า แล้วพูดตรงๆว่าการคุยโทรศัพท์ดีแทบไม่ต่างกับตัวท้อปอย่าง 7 Pro เลยครับ ส่วนเรื่องฟังเพลงแจ่มเหมือนกันทุกรุ่น โทนเสียงไม่ห่างกันมากครับ คุ้มทะลุกับราคาที่ต้องจ่ายครับ สำหรับ Jabra Elite 3

และนี่คือเหตุผลทั้งหมดที่ให้ Jabra Elite 3 เป็นรุ่นที่คุ้มค่าที่สุดครับ

 

มีอะไรอยากบอก Jabra บ้างไหม ? มีอะไรที่อยากให้ปรับปรุง ?

ขอชมก่อนครับ ว่าทำได้เยี่ยมแล้วครับ ทั้งการสวมใส่ที่เยี่ยม การคุยโทรศัพท์ก็แจ๋ว โทนเสียงก็จูนมาดีครับ แต่อยากให้ช่วยทำแต่ละรุ่นมันต่างกันกว่านี้ซักหน่อยได้ไหม ด้วยสี ด้วยเคส หรืออะไรก็ได้ให้เห็นชัดกว่านี้ซักหน่อย ตอนนี้แทบแยกไม่ออกจริงๆครับ 555 แล้วก็ในเจเนอเรชั่นถัดๆไป อยากให้ขยาย Gap ของความต่างด้าน ฟังก์ชั่น สเป็ค ให้ไกลกันกว่านี้ซักหน่อย ตอนนี้ค่อยข้างใกล้กันพอสมควร ซอยรุ่นซอยสเป็คค่อนข้างจะงงพอสมควรครับ

 

สุดท้าย สิ่งที่ชอบที่สุดใน Jabra Elite เจเนอเรชั่นนี้บ้าง

 

ชอบเรื่องดีไซน์การสวมใส่ครับ ต้องขอชม ใส่สบายจริงๆ ขอคาราวะครับ ดีไซน์เหลี่ยมมุมมาดีจริง ใส่กระชับแน่นหนาแต่ไม่ปวดหูครับ ใส่ยาวๆได้ของจริง!!

เรื่องการคุยโทรศัพท์ ที่ทำได้เยี่ยมในทุกรุ่น แม้แต่น้องเล็กอย่าง Elite 2 ที่ถึงแม้จะมีไมค์มาให้แค่ 2 ตัว แต่ก็ถือว่าทำได้ดีเกินคาดมากครับ

โทนเสียงที่ทำได้ดีกว่าที่คิด ส่วนตัวมองว่า Jabra ทำการบ้านมาดีครับเรื่องนี้ คือรู้ว่าคนชอบเบสแน่นๆหนักๆ แล้วก็อยากฟังเสียงร้องเด่นๆชัดๆ ทาง Jabra ก็จัดให้ แต่ทำการเก็บงานให้เนี้ยบขึ้น ละมุนขึ้น เบสที่แน่นสะใจ แรงประทะดี แต่ไม่มากไป ไม่แรงไป ไม่บวม กระชับเก็บตัวไว ใครฟังก็สนุกได้ และเสียงร้องที่เด่นไม่เป็นรองเบสก็ทำได้เยี่ยมเช่นกัน เสียงร้องเนียน ไดนามิคดี เก็บรายละเอียดดีครับไม่มีโดดเวลาร้องคนละน้ำหนัก ทั้งเสียงเต็มและเสียงหลบ

ถ้าจะให้พูดสั้นๆ ก็คือ Jabra Elite เป็นหูฟังที่ “ครบเครื่อง” สุดๆครับ ที่เหลือคือเลือกรุ่นให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ตามสะดวกเลยครับ Jabra เค้าจัดมาให้ซะเยอะขนาดนี้ ชอบแบบไหน อยากใช้ฟังก์ชั่นไหน จะไปให้สุดที่ Elite 7 Active กับ 7 Pro หรือเอาแค่ที่ต้องการใช้อย่าง Elite 2 กับ Elite 3 หรืออยากใช้ออกกำลังกายจริงจังแต่งบไม่ถึง Elite 7 Active ก็ไปที่ Elite 4 Active ก็มีให้เลือกครับ และไม่ต้องห่วงเรื่องคุณภาพเลยครับ มั่นใจได้แน่นอนว่าคุณภาพแน่นจริงๆครับ

 


เอาตารางไปเทียบดู Specs กันเล้ยยยยยยย!!!

 

 

Jabra Elite 2 คลิกที่นี่

Jabra Elite 3 คลิกที่นี่

Jabra Elite 4 Active คลิกที่นี่

Jabra Elite 7 Active คลิกที่นี่

Jabra Elite 7 Pro คลิกที่นี่

3 months ago
54 view(s)