รวมฮิตหูฟังไร้สายทรง Open-Ear มีตั้งแต่งบ Budget ถึง Premium

รวมฮิตหูฟังไร้สายทรง Open-Ear มีตั้งแต่งบ Budget ถึง Premium
1 เมษายน 2024 571 ผู้เข้าชม
รวมฮิตหูฟังไร้สายทรง Open-Ear มีตั้งแต่งบ Budget ถึง Premium

 

  • ณ สมัยนี้ต้องยอมรับเลยว่าเทคโนโลยีของหูฟังไร้สาย ได้รับการพัฒนาขึ้นเยอะมากๆ และมีความหลากหลายให้เลือกใช้งานจากเมื่อก่อน ที่หูฟังจะมีเพียงแค่ In-Ear, Earbuds, Bone-Conduction 
  • แต่ในปัจจุบันมีหูฟังไร้สายอีกประเภทคือ หูฟังไร้สายแบบ Open-Ear (OWS) หูฟังประเภทนี้จะให้ฟิลลิ่งการใช้งานที่โปร่ง-สบายเป็นหลัก รวมถึงดีไซน์ที่แตกต่างออกไปจากหูฟังรูปแบบเดิมๆที่เราคุ้นเคยกัน Open-Ear จะตอบโจทย์ความ Adaptive ที่เราสามารถใช้งานได้หลายกิจกรรม ไม่ว่าจะนั่งทำงาน,เดินทาง,ท่องเที่ยว,พักผ่อน,รวมถึงเน้นออกกำลังกายที่ต้องการความคล่องตัวก็สามารถใช้งานได้ดี เราสามารถใช้งานประจำวันได้โดยไม่ต้องถอดหูฟัง ก็ใช้ได้ปลอดภัย ทำให้หูฟังทรงนี้ได้รับความนิยมกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ดังนั้นในบทความนี้ ทีมงาน 425Audio ก็ได้สรุป รวบรวมหูฟังทรง Open-Ear มาให้แล้วครับ ว่าปัจจุบันมีรุ่นไหนน่าสนใจ ซึ่งเรารวมมาให้ตั้งแต่รุ่นราคา Premium จนไปถึงระดับ Budget ให้ดูกันเลย เอาเป็นว่าแต่ละรุ่นจะตอบโจทย์การใช้งานด้านไหนเป็นพิเศษ ไปชมรายละเอียดกันเลยครับ

 

 

1. Shokz OPENFIT

 

  • สำหรับ Shokz OPENFIT รุ่นนี้ถือว่าเป็นรุ่นที่บุกเบิกตลาดของหูฟังทรง Open-Ear เลยก็ว่าได้ จุดเด่นของเขาคือความกะทัดรัด เล็ก พกพาสะดวกทั้งกล่องชาร์จ โดยที่ตัวหูฟังก็ยังคงสวมใส่ได้เบา-สบาย เพราะขนาดของหูฟังโดยรวมแล้วจะมีความเล็กกว่ารุ่นอื่นๆ ดังนั้นใครที่ตามหาหูฟังทรงแบบนี้ขนาดเล็กๆหน่อย เจ้า Shokz OPENFIT จะตอบโจทย์ได้ดีกว่ารุ่นอื่นๆครับ
  • Shokz OPENFIT ยังมาควบคู่กับคุณภาพเสียงที่ยังเป็นสไตล์เสียงแบบแบรนด์ SHOKZ โดยโทนเสียงของเขาจะมีความแน่นและหนึบกว่าพวก หูฟังสไตล์ Bone-Conduction ของแบรนด์เขาเอง มีการให้เสียงเบสหรือย่านเสียงต่ำที่จับต้องได้แม่นยำหรือง่ายกว่า ทำให้การฟังรวมมีความสนุกและคมชัดกว่าครับ
  • ฟีเจอร์ต่างๆยังคงครบเครื่องหรือเรียกว่าสมราคา โดยมาพร้อมไมค์ 4 ตัว (ไมค์คู่ + AI ตัดเสียงรบกวน) ให้เสียงพูดที่หนา พุ่งชัด สามารถเชื่อมต่อได้กับแอพฯ SHOKZ เพื่อปรับตั้งค่าเสียง รวมถึงการใช้งานที่รองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์(Multipoint) รองรับคุณสมบัติกันเหงื่อ กันน้ำในชีวิตประจำวันที่ IP54 สวมออกกำลังกายได้ โดยใช้งานต่อเนื่องได้สูงสุดถึง 7 ชม. รวมเคสที่ 28 ชม. และรองรับ Fast Charge 5 นาที = 1 ชม.
  • ดังนั้นใครที่หลงใหลในแบรนด์ Shokz ต้องการหูฟังประเภท Open-Ear ที่ตอบโจทย์เรื่องความพรีเมี่ยมทั้งการใช้งานและรูปลักษณ์หูฟังที่ใช้วัสดุแบบพรีเมี่ยม Shokz OPENFIT ตัวนี้ตอบโจทย์แน่นอนครับ

 

 


 

2. JBL Soundgear Sense

 

  • สำหรับ JBL Soundgear Sense นี้ต้องบอกว่าเป็น หูฟังสไตล์ Open-Ear ที่คุณภาพเสียงรายละเอียดเสียงเกินตัวมาก แนวเสียงมีความหนาชัดเจนตามสไตล์แบรนด์ JBL ที่เป็นคาแรคเตอร์ของแบรนด์อยู่แล้ว ดังนั้นใครที่เป็นสาวกของแบรนด์ JBL อยู่แล้ว และอยากได้หูฟัง Open-Ear ที่ยังคมชัด JBL Soundgear Sense ตัวนี้ตอบโจทย์ในเรื่องเสียงได้แน่นอนครับ
  • ในเรื่องคุณภาพวัสดุของ JBL Soundgear Sense ตัวนี้ยังมีความพรีเมี่ยม วัสดุแน่นทุกจุด จุดเด่นคือเรื่องการปรับหรือการ Adjust ก้านหูฟัง ที่สามารถปรับได้กับทุกสรีระ ทำให้หูฟังตัวนี้สามารถปรับใช้งานได้อย่างง่ายดาย แม้ว่าลักษณะของหูแต่ละคนจะไม่เหมือนกันครับ
  • เทคโนโลยีและฟีเจอร์ของ JBL Soundgear Sense นั้นต้องบอกว่า "พรีเมี่ยม" ตั้งแต่การเชื่อมต่อที่ทันสมัย Bluetooth 5.3 สามารถใช้ดูหนัง ดู Youtube ไม่รู้สึกดีเลย์ แถมรองรับ Multipoint ต่อได้พร้อมกัน 2 อุปกรณ์ และรองรับแอพฯ JBL เช่นกัน ใช้คุยโทรศัพท์หรือใช้ Meeting รู้เรื่องด้วยสเปคไมค์คู่ต่อข้าง โดยแบตฯของรุ่นนี้จะอยู่ที่การใช้งานต่อเนื่องประมาณ 6 ชม. รวมเคสชาร์จ 24 ชม. สามารถสวมใส่ออกกำลังกายได้ โดยเน้นการใช้งานในรูปแบบที่เหงื่อไม่ได้เยอะมากนัก เพราะหูฟังกันเหงื่อที่ระดับ IP54 ครับ
  • สรุปง่ายๆกับเจ้า JBL Soundgear Sense นี้ก็จะเหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบแนวเสียงที่คมชัดสไตล์แบรนด์ JBL ครับ จับต้องเสียงเบสง่ายๆ เสียงร้องหนาๆชัดๆ เสียงแหลมเป็นประกาย มีความพุ่ง มีความใสของชิ้นดนตรีที่ดี ถ้าหากคุณชอบสไตล์เสียงแบบนี้อยู่แล้ว และมองหาหูฟังที่ใส่โปร่งๆแบบ Open-Ear ตัวนี้ตอบโจทย์แน่นอนครับ

 

 


 

3. OneOdio OpenRock Pro

 

  • อีก 1 รุ่นหูฟัง Open-Ear ที่เรียกว่าเป็นตัวที่คุ้มค่าที่สุดในคลาสแล้วกับเจ้า OneOdio OpenRock Pro ในรุ่นนี้จุดเด่นของเขาคือเรื่อง ความคงทนของแบตเตอรี่ที่ยาวนานที่สุด ถึง 19 ชม. ต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง รวมกับเคสชาร์จนั้นใช้ได้ถึง 46 ชม. นับว่าเป็นหูฟังที่แบตเตอรี่อึดมากๆ สามารถใช้งานต่อเนื่องได้ทั้งวันเลยทีเดียวครับ
  • สำหรับจุดเด่นต่อมาคือเรื่องคุณภาพเสียง คุณภาพไมค์คุยโทรศัพท์และการใช้งานทุกด้านที่คุ้มค่าราคา หรือเรียกว่าดีที่สุดในย่านราคาไม่เกิน 4,000.- ในเรื่องเสียงของรุ่นนี้จะมีความชัดเจนโดยเทคโนโลยีรองรับ aptX และ TubeBass ที่ช่วยให้เสียงในย่านเสียงต่ำและเสียงย่านกลาง-ต่ำหนาเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับการใช้ฟังเพลงร้องชัดๆ รวมถึงเพลงจังหวะสนุกๆก็ได้ดนตรีที่คมชัดในแบบที่กำลังดี เนื้อเสียงไม่พล่ามัวหรือแตก ดังนั้นใครที่งบประมาณจำกัดอยู่ประมาณนี้ OneOdio OpenRock Pro จะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด
  • สำหรับใครที่ต้องการหูฟัง Open-Ear ไว้สำหรับประชุม คุยงานต่างๆที่ต้องการความเป็นธรรมชาติของเสียงพูดที่ดีหน่อย OneOdio OpenRock Pro ตัวนี้ก็ตอบโจทย์ได้คุ้มที่สุดในคลาสเช่นกัน เท่าที่ 425Audio ลองใช้งานจริง ตัวไมค์มีการลดเสียงรบกวนรอบข้างได้เป็นธรรมชาติดีมากๆ โดยที่เสียงพูดเราไม่เป็นหุ่นยนต์ครับ
  • ใครที่กำลังหาหูฟัง Open-Ear เสียงเป็นธรรมชาติ เสียงพูด เสียงดนตรี เสียงร้องหนา มีไมค์คุยโทรศัพท์ที่ดี ใช้ในสถานการณ์ต่างๆได้ดี ดีไซน์สะดุดตา มีเอกลักษณ์สูง ใช้งานได้รอบด้าน คุ้มค่ากับราคา OneOdio OpenRock Pro ตัวนี้ตอบโจทย์แน่นอน

 

 


 

4. Sony Float Run

 

  • ถ้าหากว่าคุณเป็นสายนักวิ่ง นักกีฬา หรือผู้ที่สวมใส่หูฟังออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ต้องการความกระชับในการสวมใส่แน่นๆ แต่ยังได้ยินเสียงรอบข้างแบบโปร่งๆ Sony Float Run ตัวนี้เป็นทางเลือกของคุณแน่นอน
  • Sony Float Run ตัวนี้โดดเด่นในเรื่องของการสวมใส่มากๆครับ สำหรับผู้ที่มี Movement เคลื่อนที่เยอะๆ ไม่ว่าจะวิ่งออกกำลังกายไวๆ ใส่เต้น คลาส Dance ต่างๆ ตัวนี้จะล็อคหูไว้ได้กระชับดีมาก อีกทั้งยังมาพร้อมความโปร่งในการได้ยินที่ดี ทำให้หูฟังตัวนี้เหมาะกับการสวมออกกำลังกายที่ต้องเคลื่อนไหวเยอะๆได้ดีครับ
  • ในเรื่องคุณภาพเสียงต้องยอมรับว่า ไม่เสียชื่อแบรนด์ Sony อย่างแน่นอนครับ โดยรุ่นนี้จะมีความฟรุ๊งฟริ๊งของเสียง โดยเฉพาะเสียงย่านกลางและแหลมที่มีความพริ้วไหวได้ดี เสียงดนตรีต่างๆมีความเป็นประกายหรือเสียงใส ทำให้ใช้ฟังเพลงสไตล์สบายๆ Pop,Acoustic ต่างๆได้ไพเราะและเป็นธรรมชาติของเสียงดีตามสไตล์ Sony ครับ
  • สำหรับฟีเจอร์อื่นๆของเจ้า Sony Float Run รุ่นนี้ต้องยอมรับว่าไม่ได้มีอะไรที่หวือหวามากนัก แต่ก็ยังใช้งานประจำวันได้ครบครับ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติกันเหงื่อที่ IPX4 มีไมค์คุยโทรศัพท์ในตัวที่ใช้คุยแก้ไขสถานการณ์ต่างๆไปได้รู้เรื่อง แบตเตอรี่ยาวนานสูงสุด 10 ชม. และรองรับเทคโนโลยี Fast Charge 10 นาที = 1 ชม. เรียกได้ว่าฟีเจอร์ครบเครื่องสมราคาเช่นกันครับ
  • ถ้าหากคุณเป็นสาวกในแบรนด์ Sony หรือเป็นชาวอารยธรรมอยู่แล้ว กำลังหาหูฟังที่เน้นสำหรับออกกำลังกายเป็นหลัก เน้นความกระชับการสวมใส่แน่นแต่โปร่ง เจ้า Sony Float Run ตัวนี้ตอบโจทย์ในเรื่องคุณภาพเสียงที่สมชื่อ สมราคาได้อย่างแน่นอน

 

 


 

5. OneOdio OpenRock S

 

  • OneOdio OpenRock S ตัวนี้เป็นหูฟัง Open-Ear อีกรุ่นที่มาจากค่าย OneOdio แต่ในรุ่นนี้จะถูกวางให้อยู่ใน Segment ราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้นกว่ารุ่น Pro หรือจะเรียกว่าเป็นตัวที่เหมาะสำหรับคนที่อยากจะเริ่มต้นเข้ามาใช้หูฟังแบบ Open-Ear ที่มีคุณภาพและฟีเจอร์การใช้งานต่างๆที่ความเป็นมาตรฐานครับ
  • ในเรื่องคุณภาพเสียงของ OneOdio OpenRock S ตัวนี้ ถือว่าให้เทคโนโลยีต่างๆมาแบบไม่แพ้รุ่น Pro ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพเสียงเบสแน่นสะใจ ด้วยเทคโนโลยี Tube Bass และโหมดฟังเพลง 2 Mode (Relax Mode, Rock Mode) โทนเสียงโดยรวมจะมีความคมชัด เสียงร้อง เสียงกลางต่ำและเสียงเบสที่ดีเช่นเดิม แทบไม่ต่างจาก OneOdio OpenRock Pro แต่จะมีลักษณะของวัสดุและดีไซน์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นใครที่งบไม่ถึงรุ่น Pro รุ่นนี้ก็ยังเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกันครับ
  • สำหรับสเปคโดยรวมของ OneOdio OpenRock S นี้ก็ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่ทันสมัย ตั้งแต่เชื่อมต่อ Bluetooth 5.3 รองรับไมค์ 4 ตัว คุยโทรศัพท์รู้เรื่อง พร้อมตัดเสียงรบกวนขณะคุยโทรศัพท์ด้วย AI และที่สำคัญ ตัวแบตเตอรี่ยังคงทนนานถึง 19 ชม. และชาร์จกับเคสได้สูงสุด 60 ชม. ตัวหูฟังกันเหงื่อได้ถึงระดับ IPX5 ใส่ออกกำลังกายเหงื่อเยอะๆได้สบาย ซึ่งโดยรวมแล้วกับราคาที่ไม่เกิน 3,000.- ถือว่าสเปคคุ้มค่ามากๆครับ
  • สำหรับเพื่อนๆที่กำลังสนใจหูฟังแบบ Open-Ear ใส่ง่ายๆ เสียงดี ไมค์ชัด แบตฯอึดๆ คุ้มค่า คุ้มราคา OneOdio OpenRock S ตอบโจทย์ครับ

 

 


 

6. Edifier Comfo Run

 

  • สำหรับเจ้า Edifier Comfo Run นี้ต้องยอมรับว่าเป็น Open-Ear อีกรุ่นของแบรนด์ Edifier ที่ให้ความโดดเด่นของการใช้ออกกำลังกายเป็นหลัก ด้วยลักษณะรูปร่างแบบคล้องหลังคอเป็นแบบหูฟังบลูทูธหรือหูฟัง Wireless ซึ่งเหมาะกับคนที่ต้องการใช้งานแบบง่ายๆเพียงชิ้นเดียว ไม่ต้องการหูฟังแบบแยกข้างอิสระ หยิบใช้ง่าย เก็บง่าย ใส่คล้องคอได้
  • จุดเด่นของ Edifier Comfo Run นี้ยังเป็นคุณภาพเสียงที่ให้โทนเสียงในแบบฉบับ Edifier โดยเน้นที่รายละเอียดชัดเจน ดนตรีครบเครื่อง แต่มาพร้อมโทนเสียงที่ยังเนียน ไม่แสบหรือสากหูครับ อีกทั้งยังมีโหมดเสียงให้เลือก 2 แบบคือ Classic,Bass Boost ดังนั้นใครชอบสไตล์เสียงแบบรายละเอียดชัดๆ เป็นธรรมชาติ ตัวนี้เป็นทางเลือกได้แน่นอน
  • ในส่วนที่ทำได้ดีเกินคาดยังมีในเรื่องของไมค์คุยโทรศัพท์ เจ้า Edifier Comfo Run ยังมาพร้อมไมค์ 4 ตัว + ENC ช่วยลดเสียงรอบตัว สามารถใช้คุยขณะออกกำลังกายฟิตเนส หรือวิ่งออกกำลังกาย Outdoor ตัวนี้ก็คุยได้คมชัดเกินคาดเลยครับ
  • สำหรับใครที่ชอบทรงหูฟังแบบคล้องหลังคอ หลังหูแบบนี้ ชอบสไตล์เสียงละมุน คมชัดสูง แต่เป็นธรรมชาติ Edifier Comfo Run สามารถตอบโจทย์สบายๆและราคาไม่แรงด้วยครับ

 

 


 

7. SoundPEATS GoFree

 

  • หูฟัง Open-Ear ราคาสบายกระเป๋า SoundPEATS GoFree รุ่นนี้ เป็นหูฟังที่อยู่ในช่วงราคาที่เหมาะกับคนที่เริ่มต้นอยากเข้าวงการหูฟังทรงนี้ โดยเจ้า SoundPEATS GoFree นี้ก็มีจุดเด่นเป็นเรื่องของฟีเจอร์ต่างๆที่ดีเกินตัว
  • ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อตั้งแต่ Bluetooth 5.3 และรองรับการเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์ด้วย คุณภาพเสียงก็ไม่ขี้เหร่ครับ มีเทคโนโลยีอย่าง LDAC ที่ช่วยให้รายละเอียดเสียงมาเต็มย่าน โทนเสียงโดยรวมมีความคม-ใส ฟังชัดตามสไตล์ SoundPEATS เช่นกัน ดังนั้นใครชอบการฟังใสๆโปร่งๆจะชอบตัวนี้ได้ไม่ยากครับ
  • จุดเด่นต่อมาของ SoundPEATS GoFree นี้คือการสวมใส่ที่เบาสบายมาก เนื่องจากหูฟังมีน้ำหนักเบา แต่สำหรับสายออกกำลังกายหนักๆ เคลื่อนที่รุนแรงมากๆ ตัวนี้อาจไม่ได้เก่งกับการรองรับอะไรแบบนั้นเท่าไรครับ แต่ถ้าเป็นสายชิล นั่งทำงานฟัง podcast หรือฟังเพลงชิลๆ ใช้ต่อเนื่องนานๆตัวนี้รองรับได้ดีเพราะแบตฯนานถึง 10 ชม. รวมเคสชาร์จ 45 ชม.ครับ
  • สำหรับโดยรวมของ SoundPEATS GoFree นั้นก็เป็น Open-Ear ราคาเบากระเป๋า ที่สามารถใช้งานได้ครบครันทั้งด้านเสียงและฟีเจอร์ครับ ฟังเพลง ดูหนัง ใช้ฟัง podcast ดู youtube ไม่ดีเลย์ ใช้ออกกำลังกายเบาๆ เคลื่อนไหวไม่รุนแรงมากได้สบายๆครับ

 

 


 

8. SoundPEATS RunFree

 

  • ยังคงอยู่กับแบรนด์ราคาสบายกระเป๋าอย่างเดิมครับ สำหรับ SoundPEATS RunFree รุ่นนี้เพิ่มเติมความโปรในเรื่อง Sport มากขึ้นด้วยรูปทรงที่เป็นทรงคล้องคอแบบ Open-Ear และวัสดุที่พรีเมี่ยมแบบ Food Grade ใช้งานได้แบบไม่ระคายเคือง ทำให้การใช้งานจริงให้ความคล่องตัวและกระชับมากกว่า แต่ยังคงโปร่งและสบายอยู่ครับ
  • สเปคและฟีเจอร์ของ SoundPEATS RunFree นี้ต้องยอมรับว่าแทบไม่ต่างจาก GoFree โดยรวมให้ความครบเครื่องเกินราคา เชื่อมต่อ Bluetooth 5.3 และรองรับ Multipoint ต่อ 2 อุปกรณ์เหมือนกัน ทำให้สะดวกในการใช้งานในสถานการณ์ที่เราต้องการ Standby กับอุปกรณ์ 2 เครื่องมากขึ้น และยังมาพร้อม Game Mode ที่ช่วยลดความหน่วงหรือดีเลย์ขณะดูหนัง เล่นเกมได้แทบจะไม่รู้สึกดีเลย์ครับ
  • คุณภาพเสียงรุ่นนี้ SoundPEATS RunFree ยังมาพร้อมแนวเสียงที่ฟังได้กลางๆ เน้นฟังทั่วไปหลากหลายแนว เสียงเบสมีให้รู้สึก เสียงร้องและเสียงย่านสูงมีความใสกำลังดี ใช้ฟังดนตรีได้กว้างครับ และยังมีสเปคไมค์คู่ที่ใช้คุยได้รู้เรื่องเช่นกัน โดย 425Audio ได้ลองใช้งานในฟิตเนสได้สบายๆ และถือว่าใช้คุยรู้เรื่องดีทีเดียวครับ สำหรับใครที่เป็นสายคุยสนทนาตอนฟิตเนสบ่อยๆ ตัวนี้ตอบโจทย์แน่ครับ
  • สำหรับใครที่ต้องการหูฟังออกกำลังกายคล้องคอแบบ Open-Ear ราคาย่อมเยา และได้สเปคที่ครบเครื่องใช้งานได้จริงทุกฟังก์ชั่น เน้นออกกำลังกายเป็นหลัก SoundPEATS RunFree ตัวนี้ตอบโจทย์แน่นอนครับ

 

 


 

9. SoundPEATS RunFree Lite

 

  • และตัวสุดท้ายใน List นี้นั้นก็คือ SoundPEATS RunFree Lite ครับ รุ่นนี้ยังเป็น Open-Ear สไตล์เน้นออกกำลังกายเช่นกัน เปรียบเสมือนรุ่นเริ่มต้นของแบรนด์ที่ราคาย่อมเยาที่สุด แต่ยังคงนำไปใช้ออกกำลังกายจริงๆได้ดีเกินราคา
  • ความแตกต่างจาก SoundPEATS RunFree และ RunFree Lite ก็คือตัวนี้จะใช้วัสดุที่ลดเกรดลงไปเล็กน้อยครับ แต่ความครบครันในฟีเจอร์ต่างๆยังคงใช้งานได้แทบไม่รู้สึกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพเสียง คุณภาพไมค์ การสวมใส่ อัตราหน่วงหรือดีเลย์ รวมถึงดีไซน์ที่ต่างกันเล็กน้อยครับ
  • สำหรับเพื่อนๆที่มองหาหูฟัง Open-Ear เน้นใส่ออกกำลังกายในหลักร้อยบาท SoundPEATS RunFree Lite ตัวนี้ตอบโจทย์ได้คุ้มที่สุดแน่นอนครับ

 

Related posts